รถน้ำท่วม 5 ระดับ ค่าซ่อมเท่าไหร่? เช็กแนวทาง คปภ. ก่อนเคลมประกัน

รถน้ำท่วม 5 ระดับ พร้อมระดับความเสียหายและค่าซ่อมรถน้ำท่วมโดยประมาณ

รถน้ำท่วมอาจสร้างความเสียหายมากกว่าที่เห็นจากภายนอก เพราะแม้น้ำจะเข้ารถเพียงระดับพื้นหรือพรม ก็อาจกระทบวัสดุภายใน ชุดสายไฟ ขั้วต่อ เซ็นเซอร์ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งอยู่ในตำแหน่งต่ำของรถได้

หากรถถูกน้ำท่วม สิ่งสำคัญคือ อย่ารีบสตาร์ทรถ และควรประเมินก่อนว่าน้ำขึ้นสูงถึงระดับใด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการแจ้งบริษัทประกันและนำรถเข้าตรวจสอบโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ

บทความนี้สรุประดับความเสียหายของรถน้ำท่วมตั้งแต่น้ำเข้าพื้นรถ ไปจนถึงรถจมน้ำเกือบทั้งคัน พร้อมแนวทางดูแลรถและขั้นตอนแจ้งเคลมประกัน

หมายเหตุ: การแบ่งระดับ A–E ในบทความนี้ใช้เพื่ออธิบายระดับความเสียหายให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่อัตราค่าซ่อมมาตรฐานที่สำนักงาน คปภ. กำหนด ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ระยะเวลาที่จมน้ำ ระบบที่ได้รับผลกระทบ ราคาอะไหล่ อู่ซ่อม และเงื่อนไขกรมธรรม์ของแต่ละบริษัท

สรุปรถน้ำท่วม 5 ระดับ

ระดับ น้ำขึ้นถึงบริเวณ ความเสี่ยงเบื้องต้น
A พื้นรถและพรม พรม ความชื้น กลิ่นอับ วัสดุซับเสียง
B ฐานเบาะ/เบาะนั่ง ชุดสายไฟ ขั้วต่อ และอุปกรณ์ใต้เบาะ
C คอนโซลส่วนล่าง เซ็นเซอร์ ชุดสายไฟ และกล่องควบคุมบางตำแหน่ง
D คอนโซลส่วนบน ระบบอิเล็กทรอนิกส์หลายจุดและห้องโดยสาร
E เกือบถึงหลังคาหรือจมน้ำทั้งคัน เครื่องยนต์ ระบบไฟ ระบบควบคุม และอุปกรณ์ภายในจำนวนมาก

ระดับน้ำเป็นเพียงตัวช่วยประเมินเบื้องต้น รถแต่ละรุ่นวางระบบไฟฟ้า กล่องควบคุม และอุปกรณ์ต่างกัน จึงควรตรวจรถจริงก่อนสรุปความเสียหาย

รถน้ำท่วมระดับ A: น้ำท่วมถึงพรมพื้นรถ

หากน้ำเข้ามาถึงบริเวณพื้นรถหรือพรม ความเสียหายที่พบได้อาจเกี่ยวข้องกับพรม วัสดุซับเสียง คราบสกปรก ความชื้น และกลิ่นอับ

รถบางรุ่นมีชุดสายไฟหรือขั้วต่อระบบไฟอยู่ใต้พรม หากปล่อยความชื้นไว้นานอาจเกิดสนิมหรือปัญหาระบบไฟภายหลังได้

สิ่งที่ควรทำคือถอดพรมและวัสดุที่เปียกออก ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ อบให้แห้งสนิท และตรวจขั้วต่อหรือชุดสายไฟบริเวณพื้นรถก่อนนำกลับมาใช้งาน

ค่าซ่อมเบื้องต้น: อาจเริ่มตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับความเสียหายและรุ่นรถ

รถน้ำท่วมระดับ B: น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง

เมื่อน้ำสูงถึงฐานเบาะหรือเบาะนั่ง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น เพราะรถหลายรุ่นติดตั้งระบบไฟ ขั้วต่อ เซ็นเซอร์ หรืออุปกรณ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยไว้ใต้เบาะ

นอกจากการทำความสะอาดและอบแห้งภายในแล้ว ควรให้ช่างตรวจระบบไฟฟ้าใต้เบาะอย่างละเอียด รวมถึงตรวจว่ามีน้ำหรือความชื้นเข้าอุปกรณ์ใดบ้าง

ค่าซ่อมเบื้องต้น: อาจอยู่ตั้งแต่หลักหมื่นบาทขึ้นไป โดยรถที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเบาะปรับไฟฟ้าจำนวนมากอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

รถน้ำท่วมระดับ C: น้ำถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า

หากน้ำขึ้นถึงบริเวณด้านล่างของคอนโซล ความเสียหายอาจซับซ้อนขึ้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอาจมีชุดสายไฟ เซ็นเซอร์ กล่องควบคุม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของรถบางระบบ

ในระดับนี้ไม่ควรทดลองเปิดระบบไฟหรือสตาร์ทรถเอง ควรให้บริษัทประกันและอู่หรือศูนย์บริการตรวจสอบก่อน

ค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันมากตามรุ่นรถ จำนวนอุปกรณ์ที่เสียหาย และระยะเวลาที่รถแช่น้ำ

รถน้ำท่วมระดับ D: น้ำถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า

ระดับนี้ถือว่ามีความเสียหายค่อนข้างรุนแรง เพราะน้ำอาจเข้าถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบควบคุมจำนวนมาก รวมถึงอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร

รถยนต์รุ่นใหม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการซ่อมจึงอาจสูง และบางกรณีอาจต้องเปลี่ยนชุดสายไฟหรือกล่องควบคุมหลายรายการ

ควรรอให้บริษัทประกันและผู้เชี่ยวชาญประเมินความเสียหายก่อนตัดสินใจซ่อม

รถน้ำท่วมระดับ E: รถจมน้ำเกือบทั้งคันหรือมิดหลังคา

หากรถถูกน้ำท่วมจนเกือบถึงหลังคาหรือจมน้ำทั้งคัน มีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบไฟฟ้า ระบบควบคุม อุปกรณ์ภายใน และระบบความปลอดภัยหลายส่วน

ในกรณีนี้ บริษัทประกันจะตรวจสอบว่ารถสามารถซ่อมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้หรือไม่ หรือเข้าข่าย เสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)

ตามเงื่อนไขตัวอย่างเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองน้ำท่วมของสำนักงาน คปภ. รถอาจถือว่าเสียหายสิ้นเชิงเมื่อไม่สามารถซ่อมให้กลับสู่สภาพเดิมได้ หรือมีความเสียหายไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่ารถขณะเกิดเหตุ ทั้งนี้ การจ่ายสินไหมและรายละเอียดความคุ้มครองต้องพิจารณาตามกรมธรรม์จริงของผู้เอาประกันภัยแต่ละราย

รถน้ำท่วมแบบนี้ ประกันคุ้มครองหรือไม่?

หลังจากประเมินเบื้องต้นแล้วว่า รถน้ำท่วมอยู่ในระดับไหน อีกเรื่องสำคัญที่เจ้าของรถควรตรวจสอบทันทีคือ กรมธรรม์ประกันภัยของรถคันนั้นมีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่ เพราะประกันรถยนต์แต่ละประเภทและแต่ละแพ็กเกจอาจให้ความคุ้มครองแตกต่างกัน

โดยเฉพาะประกันชั้น 1, 2+ และ 3+ ควรตรวจสอบรายละเอียดในกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนแจ้งเคลม รวมถึงขั้นตอนที่ควรทำหลังรถถูกน้ำท่วม เพื่อไม่ให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น

👉 อ่านต่อ: รถน้ำท่วม ประกันชั้นไหนคุ้มครอง? เคลมได้ไหม และต้องทำอย่างไร

หากมีข้อสงสัยหรือปัญหาเกี่ยวกับการเคลม สามารถสอบถาม สายด่วน คปภ. 1186

รถน้ำท่วม ห้ามทำอะไรบ้าง?

หลังน้ำลด หลายคนอาจอยากลองสตาร์ทรถเพื่อดูว่าเครื่องยังทำงานหรือไม่ แต่การทำเช่นนั้นอาจทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น

1. อย่ารีบสตาร์ทรถ

หากมีน้ำเข้าเครื่องยนต์ การสตาร์ทอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายรุนแรงขึ้นได้

2. อย่าทดลองเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายระบบ

หากรถยังมีความชื้นในระบบไฟ การทดลองเปิดระบบต่าง ๆ อาจทำให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม

3. อย่าขับรถออกเองหากน้ำเข้าห้องโดยสารมาก

แนะนำให้ใช้รถสไลด์นำรถไปยังอู่หรือศูนย์บริการแทน

4. อย่ารีบทำความสะอาดจนหลักฐานหาย

ก่อนทำความสะอาด ควรถ่ายรูปและวิดีโอให้เห็นระดับน้ำ คราบน้ำ และความเสียหายทั้งภายนอกและภายในไว้ก่อน

5. อย่าถอดหรือซ่อมอุปกรณ์เองก่อนแจ้งประกัน

ควรติดต่อบริษัทประกันและปฏิบัติตามขั้นตอนที่บริษัทแจ้ง เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องหลักฐานหรือการพิจารณาสินไหม

รถน้ำท่วมแล้วควรทำอย่างไร?

หากรถถูกน้ำท่วม สามารถทำตามขั้นตอนเบื้องต้นดังนี้

  1. อย่าสตาร์ทรถ หากสงสัยว่าน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือระบบไฟ
  2. ถ่ายภาพและวิดีโอ รอบรถ ภายในรถ และระดับคราบน้ำ
  3. ตรวจกรมธรรม์ ว่ามีความคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมหรือไม่
  4. ติดต่อบริษัทประกัน แจ้งทะเบียนรถ เลขกรมธรรม์ จุดเกิดเหตุ และความเสียหายเบื้องต้น
  5. เก็บเลขรับแจ้งเคลมและหลักฐานการติดต่อ
  6. ใช้รถสไลด์ นำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการ หากรถไม่ปลอดภัยต่อการขับ
  7. รอการประเมิน ก่อนอนุมัติการซ่อมหรือดำเนินการเพิ่มเติม

รถ EV หรือ Hybrid ถูกน้ำท่วมต้องทำอย่างไร?

รถไฟฟ้าและรถ Hybrid มีระบบไฟแรงดันสูงและแบตเตอรี่ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

หากรถถูกน้ำท่วม ไม่ควรทดลองเปิดระบบ ไม่ควรชาร์จไฟ และไม่ควรเข้าไปแกะหรือสัมผัสอุปกรณ์ระบบไฟแรงดันสูงด้วยตัวเอง

ควรติดต่อบริษัทประกัน ศูนย์บริการ หรือผู้เชี่ยวชาญของรถรุ่นนั้นโดยตรง และใช้รถสไลด์ในการเคลื่อนย้ายหากจำเป็น

แม้รถไฟฟ้าจะออกแบบระบบแบตเตอรี่ให้มีการป้องกันน้ำตามมาตรฐาน แต่หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนนำกลับมาใช้งานหรือชาร์จไฟอีกครั้ง

ก่อนซื้อรถมือสอง เช็กอย่างไรว่าเคยน้ำท่วมหรือไม่?

รถที่เคยถูกน้ำท่วมบางคันอาจผ่านการทำความสะอาดจนดูจากภายนอกได้ยาก ดังนั้นก่อนซื้อรถมือสองควรตรวจหลายจุดประกอบกัน เช่น

  • คราบสนิมบริเวณรางเบาะและน็อตใต้เบาะ
  • คราบดินหรือโคลนตามซอกลึก
  • ขั้วสายไฟและปลั๊กไฟใต้เบาะหรือใต้คอนโซล
  • กลิ่นอับหรือกลิ่นน้ำยาดับกลิ่นที่ผิดปกติ
  • พรมและวัสดุบุภายในว่ามีร่องรอยการถอดหรือเปลี่ยนหรือไม่
  • ระบบไฟฟ้า เซ็นเซอร์ และไฟเตือนบนหน้าปัด
  • ประวัติการซ่อมและประวัติรถ

รถที่เคยน้ำท่วมไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญหาทุกคัน แต่ควรตรวจให้ละเอียดว่าระดับน้ำถึงจุดใด และระบบสำคัญได้รับผลกระทบหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถน้ำท่วม

รถน้ำท่วมแล้วสตาร์ทได้ไหม?

ไม่ควรรีบสตาร์ท โดยเฉพาะหากไม่แน่ใจว่าน้ำเข้าเครื่องยนต์ ระบบไฟ หรือชุดควบคุมหรือไม่ ควรให้ช่างตรวจสอบก่อน

รถน้ำท่วมถึงพรมยังซ่อมได้ไหม?

ส่วนใหญ่สามารถซ่อมและทำความสะอาดได้ แต่ควรตรวจสายไฟและอุปกรณ์ใต้พื้นเพิ่มเติม เพราะรถแต่ละรุ่นติดตั้งอุปกรณ์ต่างกัน

รถจมน้ำทั้งคันต้องเป็น Total Loss ทุกคันหรือไม่?

ไม่จำเป็น บริษัทประกันต้องประเมินความเสียหายของรถแต่ละคันก่อน หากซ่อมไม่ได้หรือเข้าเงื่อนไขความเสียหายสิ้นเชิงตามกรมธรรม์ จึงจะพิจารณาชดใช้ตามเงื่อนไขดังกล่าว

รถน้ำท่วมใช้เวลาซ่อมนานแค่ไหน?

ไม่มีระยะเวลาตายตัว ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย จำนวนรถที่เข้าซ่อมในช่วงนั้น ความพร้อมของอะไหล่ และขั้นตอนของบริษัทประกัน

รถ Hybrid หรือ EV ถูกน้ำท่วมซ่อมได้หรือไม่?

ต้องประเมินเป็นรายคัน โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่แรงดันสูงและอุปกรณ์ควบคุม ไม่ควรทดลองเปิดหรือชาร์จรถเองหลังถูกน้ำท่วม

สรุป รถน้ำท่วมแต่ละระดับเสียหายไม่เท่ากัน

รถน้ำท่วมตั้งแต่ระดับพื้นรถจนถึงจมน้ำทั้งคันมีระดับความเสียหายแตกต่างกันอย่างมาก และไม่สามารถประเมินค่าซ่อมจากระดับน้ำเพียงอย่างเดียวได้ เพราะรถแต่ละรุ่นมีตำแหน่งเครื่องยนต์ กล่องควบคุม ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่างกัน

สิ่งสำคัญที่สุดหลังรถถูกน้ำท่วมคือ อย่าสตาร์ทรถ ถ่ายหลักฐาน ติดต่อบริษัทประกัน และให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจรถก่อน

สำหรับผู้ที่กำลังเลือกซื้อรถมือสอง ควรตรวจทั้งโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ประวัติรถ และร่องรอยความเสียหายจากน้ำอย่างละเอียด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเจอปัญหาภายหลัง

โทร 089-443-3774 LINE Facebook
ติดต่อเรา