ถุงลมนิรภัย จะจุดระเบิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเกิดแรงปะทะอย่างรุนแรงจนไปถึงจุดเซนเซอร์ตรวจจับ ถุงลมนิรภัยก็จะทำงานขึ้นมาทันที แต่ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ หรือมีความรุนแรงไม่ถึงจุดเซนเซอร์ที่ตั้งเอาไว้ ถุงลมนิรภัย ก็อาจจะไม่ทำงาน ทั้งนี้ ถุงลมนิรภัย จะทำหน้าที่ลดอาการบาดเจ็บรุนแรงได้ดีในความเร็วที่ 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ได้เปิดเผยในคู่มือประจำรถว่า ถุงลมนิรภัย อาจจะไม่ทำงาน ได้แก่ การขับรถชนเสา ชนต้นไม้ ชนท้ายรถบรรทุก หรือรถที่มีความสูงกว่ารถของตัวเอง ชนหรือปะทะกับสิ่งกีดขวางด้านข้าง (เยื้อง) ชนแบบเยื้องหนีศูนย์กับรถคันอื่น หรือลื่นไถลและหมุนไปปะทะกับวัตถุ หรือรถทางด้านข้าง เป็นต้น
นอกจากนี้ ทางผู้ผลิต ยังตั้งค่าไม่ให้ระบบ ถุงลมนิรภัย (ทางด้านหน้า) ทำงาน ในการชนบางกรณี ได้แก่ ชนจากด้านท้าย ชนจากด้านข้าง และการพลิกคว่ำ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถออกจากตัวรถได้ง่าย
ในปัจจุบันแทบทุกค่ายจะติดตั้ง ถุงลมนิรภัย ที่มากกว่า 6 จุด เพื่อเสริมด้านความปลอดภัยในการขับขี่ ไม่เว้นแต่รถราคาประหยัดอย่าง อีโคคาร์ ซึ่งในรถยนต์แต่ละคันจะมีจำนวน ถุงลมนิรภัย ไม่เท่ากัน และตำแหน่งหลักๆ ของ ถุงลมนิรภัย จะมีดังนี้
- ถุงลมด้านหน้า
- ถุงลมด้านข้าง
- ม่านถุงลม
- ถุงลมป้องกันเข่าและขา
- ถุงลมที่พื้นใต้เท้า
